Thursday, August 27, 2020

Ngoc Son Temple

 วัดหง็อกเซิน หรือวัดเนินหยก

    สวัสดีค่ะ วันนี้กลับมาพบกันอีกครั้งกับบล็อกการท่องเที่ยว หลังจากห่างหายไปนานแสนนานกับการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว และวันนี้เราก็จะพาทุกท่านไปชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ใกล้ ๆ บ้านเรา อย่างประเทศเวียดนาม ซึ่งประเทศเวียดนามนี้นะคะ เป็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของคาบสมุทรอินโดจีน มีพรหมแดนติดกับประเทศจีน ทางตอนเหนือ ประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ อ่าวไทย ทางทิศตะวันออกและใต้ โดยเมืองหลวงของประเทศเวียดนามก็คือ ฮานอย ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่จะพาไปชมในวันนี้ก็อยู่ในฮานอยเช่นเดียวกัน จะเป็นอย่างไร ไปชมกันได้เลยยย

source: https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.tripadvisor.com%2FAttraction_Review-g293924-d311074-Reviews-Ngoc_Son_Temple-Hanoi.html&psig=AOvVaw3TrSEOMYVMxG7rse_gsT3t&ust=1598627642404000&source=images&cd=vfe&ved=2ahUKEwj_pKaX1rvrAhVW5TgGHep6DcAQjRx6BAgAEAc


วัดหง็อกเซินสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 บนเกาะหยกในใจกลางของ 'ทะเลสาบของคืนดาบ' หรือทะเลสาบฮ่วานเกี๊ยม ตํานานเล่าว่าจักรพรรดิได้รับเมื่อได้รับดาบวิเศษซึ่งช่วยให้เขาเอาชนะราชวงศ์หมิงจีนและในการทําเช่นนั้นเห็นการกลับมาของเต่าทองพระเจ้าที่ทะเลสาบ

ปัจจุบัน "Turtle Tower" ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบเพื่อรำลึกถึงตำนานนี้ นอกจากนี้ยังมีเต่าตะพาบขนาดใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์ว่ายน้ำในทะเลสาบและการได้เห็นตะพาบเหล่านี้ถือเป็นมงคลอย่างยิ่ง ชื่อของวัดแปลว่า 'วัดเนินหยก' และส่วนใหญ่อุทิศให้กับนายพล Tran Hung Dao ซึ่งเป็นวีรบุรุษสงครามผู้ซึ่งเอาชนะกองกำลังติดอาวุธที่มีทหาร 300,000 คนส่งโดยจักรพรรดิ Kublai Khan ของมองโกเลียในศตวรรษที่ 13 เพื่อบุกเวียดนาม

นอกจากนี้ภายในเจดีย์ยังมีรูปปั้นครึ่งตัวขนาดใหญ่สีบรอนซ์และเทพอื่น ๆ มีแท่นบูชาที่อุทิศให้กับ Tran Hung Dao สิ่งประดิษฐ์โบราณบางอย่างรวมถึงเซรามิกและตัวอย่างเต่ายักษ์ที่เก็บรักษาไว้ซึ่งพบในทะเลสาบน้ำหนัก 250 กิโลกรัม



source: https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.synotrip.com%2Fhanoi-vietnam%2Fvietnam89%2Fngoc-son-temple-temple-jade-mountain&psig=AOvVaw2AAombqxa6En6BuBKWJLYp&ust=1598627540937000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCIiPzuLVu-sCFQAAAAAdAAAAABAJ



source: https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Ffocusasiatravel.com%2Fngoc-son-temple-temple-of-the-jade-mountain%2F&psig=AOvVaw2GVW6zzPO5PCicGhqU-9LE&ust=1598627651357000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCIilhJTWu-sCFQAAAAAdAAAAABAK


สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ตั้งอยู่ถัดจากทะเลสาบฮวนเกี๊ยม เพื่อเข้าสู่วัด, นักท่องเที่ยวจะข้ามสะพาน Huc และเดินผ่าน Tam Quan, ซึ่งหมายความว่าสาม - ประตูทาง ในด้านนอกของประตูแรก, ตัวอักษรจีนสองตัวถูกวาดด้วยสีแดงซึ่งหมายถึงความสุข (Phuc) ในด้านขวา และความเจริญรุ่งเรือง (Loc) ในด้านซ้าย 

ด้านหลังประตูแรกคือ Pen Tower  ที่ทําจากหินและตั้งอยู่ในเนินด็อกตัน เพนทาวเวอร์มีห้าชั้นที่มีความสูง 28 เมตร จุดสูงสุดของหอคอยมีรูปทรงของปากกาขนนกที่ชี้ไปยังท้องฟ้า ร่างของหอคอยถูกสลักตัวอักษรสามตัว "Ta Thanh Thien " ซึ่งหมายความว่า "เขียนบนท้องฟ้าสีฟ้าใส " เพนทาวเวอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นวัดที่อุทิศให้กับวรรณกรรมและบทกวี 

source:source: https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.istockphoto.com%2Fphoto%2Fthe-pen-tower-on-the-ngoc-son-temple-hoan-kiem-lake-hanoi-gm822631004-133110243&psig=AOvVaw2cJkfjNz75KTO1i9-oNHvq&ust=1598627819861000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCLjtsurWu-sCFQAAAAAdAAAAABAE


source: https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.indochinatravelpackages.com%2Fattraction%2Fngoc-son-temple%2F&psig=AOvVaw2TDBfpwhmfQmiAy_uHYou7&ust=1598627575774000&source=images&cd=vfe&ved=2ahUKEwjDw8P31bvrAhVN7jgGHfrtBrkQjRx6BAgAEAc

ประตูที่สองล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์เต๋า โดยเฉพาะในมือขวาเป็นสัญลักษณ์ของมังกรในมือ ด้านซ้ายเป็นเสือ สัญลักษณ์เหล่านี้มีลักษณะสําหรับเสถียรภาพของการก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีฮวงจุ้ย 

ประตูสุดท้ายมีผนังสูงหลังคาและประตูกลิ้ง บนหลังคามีหินขนาดใหญ่เป็นตัวแทนของหม้อหมึก ดังนั้นประตูนี้ชื่อ Dai Nghien (แผ่นเขียนหรือแผ่นหมึก) ที่มีรูปร่างของครึ่งหนึ่งของลูกพีช เหงียนแวนซิอูใส่หินนี้บนหลังคาเพื่อให้เงาของเพนทาวเวอร์จะตกบนหินหมึกในเดือนพฤษภาคม 5 ในแต่ละปี

โดยทั่วไปแล้วสถาปัตยกรรมของวัดหง็อกเซินมีความงดงามอย่างโบราณกลมกลืนกับธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่มีสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจำนวนมากที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและความคิดของนักวิชาการในเวลานั้น นอกจากทะเลสาบฮว่านเกี๊ยมและหอคอยเต่าแล้ว วัดหง็อกเซินยังเป็นสถานที่ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของฮานอย โดยสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสําหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวชมฮานอยในอดีต 

source: https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.saigontouristvietnam.com%2Fen%2Fdestination%2F428%2Fngoc-son-temple&psig=AOvVaw00bwzOqlOZ00RceIPK9v8f&ust=1598627968974000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCPi9rr3Xu-sCFQAAAAAdAAAAABAE


ที่ตั้ง 🚩

วัดหง็อกเซินตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม (Hoan Kiem) ในเมืองฮานอย ทางตอนเหนือของเวียดนาม


    เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างวัดหง็อกเซิน ในประเทศเวียดนาม น่าไปเที่ยวชมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์กันรึเปล่าเอ่ย ถ้าน่าเที่ยวต้องลองไปสักครั้งแล้ว หากผู้อ่านท่านใดมีโอากาสไปเที่ยวฮานอยก็อย่าลืมแวะไปเที่ยวชมกันด้วยนะคะ วันนี้บล็อกการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ต้องขอจบลงเพียงเท่านี้ ครั้งหน้าจะเป็นที่ไหน หรืออะไร ต้องคอยติดตามชอบ สำหรับวันนี้ขอบคุณและสวัสดีค่ะ


อ้างอิง

Alotrip. (มปป). Ngoc Son Temple. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม. จาก https://www.alotrip.com/guide-vietnam-attractions/ngoc-son-temple

Hanoi. (มปป). Hoan Kiem Lake & Ngoc Son Temple. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม. จาก http://www.vietnam-guide.com/hanoi/hoan-kiem-lake.htm

ฐานข้อมูลศิลปกรรมในเอเชียอาคเนย์. (มปป). หง็อกเซิน หรือ วัดเนินหยก. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม. จาก http://www.art-in-sea.com/th/data/vietnam-art/viet-art/itemlist/category/86-%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%81.html

การเตรียมการของมัคคุเทศก์

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้ง สำหรับบล็อกการแนะนำวิธีการปฏิบัติงานของมัคคุเทศก์ วันนี้จะมาอธิบายการทำงานของมัคคุเทศก์ในช่วงเตรียมการก่อนที่จะต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่จริง รับรองว่าเป็นประโยชน์แน่นอน ไปชมกันเลยยย


source:https://www.google.co.th/url?sa=i&url=http%3A%2F%2Fwww.thesiamhotel.com%2Fbangkok-guide%2F&psig=AOvVaw3DItTWLvzTl1e5TKc7s4jU&ust=1598609603973000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCNjO6faSu-sCFQAAAAAdAAAAABAD

สำหรับขั้นตอนการปฏิบัติงานนำเที่ยวของมัคคุเทศก์จะมีอยู่ 4 ขั้นหลัก ๆ ดังนี้

1. การเตรียมตัวก่อนปฏิบัติหน้าที่

    โดยการเตรียมตัวก่อนปฏิบัติหน้าที่นี้สำคัญมาก ๆ เพราะเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบเรียบที่สุดต้องมีการวางแผนและศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีก่อน โดยการเตรียมตัวหมายถึงการศึกษาความรู้ในด้านต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ต้องมีการศึกษากิจการของบริษัทนำเที่ยว และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับบริษัทนำเที่ยวที่สังกัดอยู่และบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การมีมนุษย์สัมพันธ์ดี ไม่ว่าจะทำงานกับใครก็จะเป็นเรื่องดีกับเราเสมอ


2. การรับมองหมายงานจากบริษัทนำเที่ยว

    การรับมอบหมายงานจากบริษัทนำเที่ยวนั้นปกติแผนกปฏิบัติการของบริษัทนำเที่ยวจะเป็นผู้พิจารณา ตามความสามารถและความถนัดของตัวมัคคุเทศก์ แต่หากมัคคุเทศก์ที่มีความมั่นใจในประสบการณ์ทำงาน สามารถที่จะเสนอตัวไปเป็นมัคคุเทศก์ของสถานที่ที่ต้องการได้ ทั้งนี้มัคคุเทศก์ไม่ควรใช้การติดต่อผ่านโทรศัพท์ในการสอบถามรายละเอียดของงาน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและการสื่อสารอาจไม่ครบถ้วน โดยข้อมูลต่าง ๆ ที่มัคคุเทศก์จะเป็นต้องรับรู้และเข้าใจอย่างชัดเจน เมื่อได้รับมอบหมายงานจากบริษัท มีรายละเอียดดังนี้

    - รายละเอียดในใบงาน (Job Order or Tour Order)

    - จำนวนและข้อมูลของนักท่องเที่ยว

    - รายการนำเที่ยวฉบับสมบูรณ์ เช่น วันเวลาในการเดินทาง ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทางในแต่ละสถานที่ สถานที่พักแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และร้านขายของที่ระลึกต่าง ๆ

    - รายละเอียดของการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในระหว่างการนำเที่ยว

    - เอกสารและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

    - นโยบายของบริษัทในกรณีที่เกิดปัญหาหรือเหตุผิดปกติขึ้น


source: https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.withlocals.com%2Flocals%2Fthailand%2Fguides%2F&psig=AOvVaw3VmKicqCUy6vta3-yq3qYk&ust=1598608817856000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCICutYCQu-sCFQAAAAAdAAAAABAD

3. การตรวจสอบเอกสาร การจัดเตรียมอุปกรณ์ และการเตรียมตัวปฏิบัติงาน

    การตรวจสอบเอกสาร ประกอบด้วย

    - ใบงาน

    - รายการนำเที่ยวสำหรับผู้นำเที่ยว

    - ใบ Voucher หรือสัญญาการซื้อบริการนำเที่ยว

    - สำเนาจดหมายติดต่อธุรกิจระหว่างบริษัทนำเที่ยวกับสถานประกอบการต่าง ๆ

    - รายชื่อนักท่องเที่ยวสำหรับการจัดที่นั่งทั้งบนรถและบนเครื่องบิน

    - รายชื่อนักท่องเที่ยวสำหรับการจัดห้องพัก ที่เรียกว่า Rooming list

    สำหรับการนำเที่ยวออกนอกประเทศ (Outbound Tour) จำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารสำหรับใช้ในการเดินทางเพิ่มเติม ดังนี้

    - บัตรโดยสารเครื่องบินของนักท่องเที่ยว

    - แบบฟอร์มการเข้า - ออกประเทศ (Immigration Form) และแบบฟอร์มการแจ้งรายการสิ่งของต่อศุลกากรของประเทศที่จะเดินทางไป

    จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการนำเที่ยว ประกอบด้วย

    - ป้ายชื่อหรือสติกเกอร์ (Tag) สำหรับติดกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยว

    - ริบบิ้นสีสดใสสำหรับผูกติดกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยว

    - ป้ายชื่อนักท่องเที่ยวสำหรับให้นักท่องเที่ยวติดไว้กับตัว

    - สิ่งของกระจุกกระจิกสำหรับให้บริการและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว

    - อาหารและเครื่องดื่ม

    - อุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกระหว่างการเดินทาง

    - เครื่องมือปฐมพยาบาล (First Aid Kit)

    - เครื่องขยายเสียงแบบพกพา

    การเตรียมตัวปฏิบัติงาน

    - การเตรียมตัวด้านข้อมูล

    - เตรียมการด้านติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหน่วยงานที่มัคคุเทศก์อาจต้องติดต่อประสานงานก่อนปฏิบัติหน้าที่ เช่น กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้; ที่พักแรมและการนำชม, กรมศิลปากร; ในด้านการเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์, กรมทางหลวง ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทประกันภัย

    - เตรียมตัวเอง ก่อนปฏิบัติงานควรเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ อย่าง ด้านสุขภาพ, ด้านของใช้ส่วนตัว, ด้านเอกสารส่วนตัว


source: https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fcareer.guru99.com%2Ftop-15-tour-guide-interview-questions%2F&psig=AOvVaw0KgHfKjopvQsq934f3LrMG&ust=1598608922362000&source=images&cd
=vfe&ved=2ahUKEwiGyfG4kLvrAhXj_zgGHRrxAQUQjRx6BAgAEAc

4. การปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างการเดินทาง

    ในวันแรกของการเดินทางก่อนออกเดินทาง

    - มัคคุเทศก์ควรเดินทางมาถึงบริษัทนำเที่ยวล่วงหน้าก่อนออกเดินทางไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง

    - จากนั้นเดินทางไปยังจุดพบนักท่องเที่ยวก่อนเวลานัดหมายประมาณ 1 ชั่วโมง

    - ถ้าเป็นการนำเที่ยวภายในประเทศ ส่วนใหญ่มักจัดผู้ช่วยมัคคุเทศก์ให้เดินทางร่วมไปกับมัคคุเทศก์ด้วย

    - มัคคุเทศก์ควรตรวจสอบความเรียบร้อยของรถ อุปกรณ์และสิ่งของตลอดจนพนักงานขับรถ

    - กรณีที่เป็นรถเช่า มัคคุเทศก์ควรขอให้บริษัทติดต่อประสานงานไปที่บริษัทรถเช่า เพื่อให้มาจัดการดูแลความเรียบร้อยของรถก่อนออกเดินทาง

    - มัคคุเทศก์ควรรอต้อนรับนักท่องเที่ยวบริเวณใกล้ ๆ กับรถที่จอดอยู่

    - กรณีที่มีรถใการนำเที่ยวจอดอยู่เป็นจำนวนมาก ควรจำป้านชื่อโปรมแกรมนำเที่ยวติดไว้ที่หน้ารถ

    - เมื่อสังเหตเห็นบุคคลที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ควรเข้าไปสอบถาม กล่าวทักทาย ตลอดจนช่วยหิ้วกระเป๋า

    - ก่อนที่จะนำกระเป๋าและสัมภาระต่าง ๆ ขึ้นเก็บที่รถ ควรติดป้ายชื่อหรือสติกเกอร์สำหรับเขียนนักท่องเที่ยว (Tag) ไว้ที่กระเป๋าเดินทาง

    - หลังจากนั้นจึงแจ้งหมายเลขที่นั่งบนรถให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งช่วยเปิดประตูรถให้

    - ในระหว่างที่รอนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ควรแจกผ้าเย็นหรือเสิร์ฟน้ำแก่นักท่องเที่ยวที่มานั่งรอบรถ

    - ในกรณีที่มีผู้ช่วย มัคคุเทศก์ควรมอบหมายให้ผู้ช่วยทำหน้าที่นี้

    - มัคคุเทศก์ควรตรวจสอบจำนวนและรายชื่อนักท่องเที่ยวที่มาถึงโดยใช้ Name List ช่วยในการตรวจสอบ

    - เมื่อถึงเวลารถต้องออกเดินทางตามกำหนดเวลา แต่ยังคงมีนักท่องเที่ยวบางคนที่ยังไม่มา มัคคัเทศก์ควรรออีกประมาณ 30 นาที

    - เมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที นักท่องเที่ยวยังคงไม่มาและไม่ได้ติดต่อมาว่าติดเหตุขัดข้องใด มัคคุเทศก์ต้องตัดสินใจออกเดินทาง พร้อมทั้งชี้แจงให้นักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ทราบ

    - มัคคุเทศก์ต้องแจ้งรายชื่อนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เดินทางกับบริษัทนำเที่ยวเพื่อให้บริษัทดำเนินการยกเลิกห้องพัก ตลอดจนการใช้บริการอื่น ๆ กับสถานประกอบการต่าง ๆ 

    ในช่วงแรกของการเดินทางก่อนถึงสถานที่ท่องเที่ยวหรือโรงแรม

    กล่าวเปิดการเดินทาง ประกอบด้วย

    - กล่าวทักทายและต้อนรับนักท่องเที่ยวพร้อมทั้งแนะนำตนเองและเพื่อนร่วมงาน

    - แนะนำนักท่องเที่ยวถึงวิธีการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกบนรถ พร้อมทั้งแจ้งถึงการบริการที่จัดให้

    - จัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวรู้จักกัน

    - ชี้แจงรายการนำเที่ยว

  • การเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยว การนำชม และหรือการอำนวยความสะดวกในระหว่างการเดินทาง มัคคุเทศก์ควรสรุปย่อ ๆ ให้นักท่องเที่ยวทราบถึงโปรแกรมการเดินทาง
  • สิ่งที่มัคคุเทศก์พึงระวังในการนำเที่ยว คือ ต้องนำนักท่องเที่ยวเดินทางตามกำหนดการเดินทางอย่างเคร่งครัด
  • และในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นใด ๆ ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนโปรแกรมการนำเที่ยว ควรแจ้งให้นักท่องเที่ยวทราบพน้อมทั้งอธิบายเหตุผลดังกล่าวด้วย
  • เมื่อเดินทางใกล้ถึงสถานที่นำชมตามรายการนำเที่ยว มัคคุเทศก์ควรอธิบายความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ ให้นักท่องเที่ยวทราบ
    เทคนิคการพูดบนรถ

    - เลือกตำแหน่งบนรถที่ตนเองถนัดเพื่อใช้เป็นที่บรรยาย
    - ควรประสานสายตา (Eye Contact) กับนักท่องเที่ยวเวลาพูด
    - การถือไมโครโฟน ควรถือให้ใกล้ปากแต่ไม่ชิดปากจนเกินไป
    - ไม่ควรถือแผ่นกระดาษขณะพูด
    - ไม่คควรเอาจริงเอาจังกับการอธิบายเรื่องที่หนัก หรือเครียดมากเกินไป
    - พึงระลึกเสมอไว้เสมอว่า คนส่วนใหญ่มักมีสมาธิในการฟังเรื่องราวต่าง ๆ ประมาณ 25 นาที
    - ถ้าเส้นทางที่รถกำลังวิ่งผ่านไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ ควรเรื่องทั่ว ๆ ไป
    - ในการพูดเรื่องใดก็ตาม ควรวิเคราะห์ตัวนักท่องเที่ยว

    เมื่อเดินทางถึงสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว
   
    - ก่อนลงจากรถควรตกลงเรื่องเวลากับนักท่องเที่ยวก่อน โดยบอกเวลาในขณะนั้นและเวลาที่ต้องขึ้นรถอีกครั้ง
    - การปฏิบัติต่อนักท่องเที่ยว พึงระลึกว่า ต้องปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวทุกคนให้เท่าเทียมกัน
    - เมื่อนักท่องเที่ยวลงจากรถมาครบจำนวนแล้ว มัคคุเทศก์เริ่มปฏิบัติหน้าที่นำชมและบรรยายตามจุดต่าง ๆ ตามที่อธิบายไว้บนรถ 

source: https://www.google.co.th/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Finternationalliving.com%2Fhow-do-you-become-a-tour-guide-fyl%2F&psig=AOvVaw2QqqB3rCHPriTGLqz7wXNe&ust=1598608864855000&source=images&cd=vfe&ved=0CAIQjRxqFwoTCJDcxZqQu-sCFQAAAAAdAAAAABAP


เป็นยังไงกันบ้างคะวันนี้ ได้ทราบถึงสิ่งที่มัคคุเทศก์ต้องปฏิบัติก่อนการนำเที่ยวและสิ่งที่มัคคุเทศก์เหล่านี้ควรทำไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย ต้องมีการเตรียมตัวหลายอย่างมาก ๆ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างเรียบร้อย และสมบูรณ์ที่สุด โดยเนื้อหาครั้งนี้อัดแน่นมาก ผู้เขียนหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจนะคะ สำหรับขอตัวลาไปก่อน ไว้เจอกันคราวหน้า จะเป็นบล็อกเกี่ยวกับเรื่องอะไร คอยติดตามชมกันด้วยนะคะ

Wednesday, August 19, 2020

Guide to Guide

 สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้ง คราวนี้มาเร็วกว่าปกติ และเนื้อหาที่จะมานำเสนอก็ต่างไปจากเดิมด้วย โดยวันนี้ เราจะมาสรุปเนื้อหาจากสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของมัคคุเทศก์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับคนที่เรียนหรือทำงานในการท่องเที่ยว อย่างตัวดิฉันเอง ที่เรียนในสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอกการท่องเที่ยว มองว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งการเรียนและการทำงานในอนาคตอย่างมาก โดยประเด็นที่จะพูดในวันนี้มีด้วยกัน 3 ประเด็นหลักด้วยกัน เนื้อหาความรู้วันนี้จะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ

source: https://th.bing.com/th/id/OIP.Tp49s8igK8643O4ZVKLJPwHaFj?pid=Api&rs=1


1. กระบวนการทำงานของมัคคุเทศก์

ในขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นเริ่มต้น หรือเป็นการแนะนำให้นักท่องเที่ยวได้รู้เและเข้าใจวัฒนธรรมของประเทศที่ควรปฏิบัติดังนี้

- ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าใจข้อมูลพื้นฐานก่อนที่จะเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง และรู้ที่มาความสำคัญ นอกจากข้อมูลพื้นฐานของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ยังต้องบอกเรื่องระยะเวลาที่จะเที่ยวชมสถานที่นั้น ๆ บอกตำแหน่งห้องน้ำ เพื่อหากนักท่องเที่ยวคนไหนต้องการที่จะเข้าห้องน้ำก็สามารถไปได้

- กฏที่ต้องทำตาม ข้อห้ามต่าง ๆ เช่น ในบางสถานที่มีห้ามถ่ายรูป หรือควรถอดรองเท้าก่อนเข้าสถานที่บางสถานที่ เมื่อเข้าไปในอาคารแล้วควรถอดหมวก เป็นต้น

- ข้อควรระวัง เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ควรที่จะเตือนเรื่องของความปลอดภัย เช่น หากพื้นมีรอยราวบนพื้น ให้หลีกเลี่ยงการเดินบริเวณนั้น และการห้ามให้อาหารสัตว์ในสถานที่บางสถานที่ เช่น พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี ที่มีเจ้าลิงครองบริเวณนั้นจำนวนมาก และพวกลิงเหล่านั้นก็มีนิสัยดุร้าย จึงควรเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้ไปเล่นหรือเหย่มัน เพื่อความปลอดภัย และไม่ให้ถูกทำร้ายหรือแย่งของได้

- รายละเอียดโปรแกรม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รู้แผนคราว ๆ ว่าในแต่ละวันจะไปไหนบ้าง ไปทำอะไร 

- จุดนัดพบ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหากนักท่องเที่ยวเกิดพลัดหลงจากกลุ่มก็จะสามารถที่จะกลับมารวมตัวกับกลุ่มได้ และนอกจากนี้ในกรณีที่มีการปล่อยให้นักท่องเที่ยวเดินชมสถานที่ด้วยตัวเอง ก็ยังสามารถรวมตัวกันได้ถูกที่อีกด้วย ทั้งนี้ก็ควรจะกำหนดเวลานัดพบด้วย

source: https://images2.minutemediacdn.com/image/upload/c_crop,h_1540,w_2744,x_0,y_175/f_auto,q_auto,w_1100/v1554745935/shape/mentalfloss/553931-istock-872001496.jpg


2. เนื้อหา

ในส่วนของเนื้อหา เป็นส่วนที่จะพูดถึงว่าสถานที่ที่นำชมนี้ คืออะไร ตั้งอยู่ที่ไหน สร้างหรือเกิดขึ้นมานานแค่ไหนแล้ว ใครเป็นคนสร้าง ด้วยเหตุผลอะไร และอย่างไร ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐาน เชิงลึกหรือตื้นอยู่ที่ลักษณะของทัวร์นั้น ๆ หรือกลุ่มนักท่องเที่ยว ช่วงอายุ การศึกษา และความสนใจ โดยแบ่งที่จะพูดได้ดังนี้

- Must talk เป็นสิ่งที่ต้องพูด อย่างเช่น ข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องรู้ อย่างสถานที่นี้คืออะไร อยู่ที่ไหน สร้างขึ้นมาตอนไหน เป็นต้น

- Should talk เป็นสิ่งที่ควรจะพูด แต่ก็ต้องดูว่านักท่องเที่ยวมีความสนใจแค่ไหน หากมีความสนใจ มีคำถามหรือข้อสงสัยใด ๆ ก็ควรพูดเพิ่มเติมให้นักท่องเที่ยวเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น

- Could talk เป็นสิ่งที่สามารถพูดเพิ่มเติมได้ อย่างเกล็ดความรู้เล็ก ๆ ที่จะทำให้เพิ่มความสนใจแก่นักท่องเที่ยวได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวว่ามีความสนใจมากน้อยแค่ไหน และเรื่องของเวลา หากยังพอมีเวลาเหลือให้สามารถพูดได้ก็สามารถพูดเพิ่มเติมได้

source: https://i.ytimg.com/vi/7bjEic4K-Eo/maxresdefault.jpg


3. เทคนิคการนำชมของมัคคุเทศก์

ในส่วนของเทคนิคการนำชมนั้นจะประกอบไปด้วยท่าทาง ภาษากายเป็นหลัก เป็นการใช้จิตวิทยาเบื้องต้น ที่จะมาการสังเกตอารมณ์ ความสนใจของนักท่องเที่ยว

- บุคลิกภาพ มีความมั่นใจ ยิ้มแย้มตลอดเวลา มีการสบตาและมองหน้านักท่องเที่ยวขณะบรรยาย เพื่อให้รู้ว่ายังอยู่ด้วยกัน และเพิ่มความสนใจมากขึ้น ทั้งนี้ท่าทางประกอบ การผายมือไปยังสถานที่หรือสิ่งที่จะให้ชมก็ยังเพิ่มความสนใจได้อีกด้วย

- จุดนำชมที่เหมาะสม โดยเป็นจุดที่ไม่ร้อน มีร่ม และมองเห็นจุดที่จะอธิบายได้อย่างชัดเจน ซึ่งการหาจุดนำชมที่เหมาะสมนี้สำคัญมาก เพราะนอกจากจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถยืนอยู่ได้ในระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็ยังทำให้ไม่ต้องเคลื่อนย้ายจุดนำชมไปหลาย ๆ จุด เพราะบางทีกลุ่มนักท่องเที่ยวมากันหลายสิบคน อาจทำให้การเคลื่อนคนไปเรื่อย ๆ เป็นจำนวนมากนั้น ไม่สะดวกนั่นเอง

- การพูด ต้องพูดจาชัดเจน มีจังหวะขึ้นลง เน้นเสียงสูงต่ำ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและเน้นสิ่งที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้โฟกัสได้ดี นอกจากนี้ควรที่จะอธิบายคำศัพท์เพิ่มเติมที่นักท่องเที่ยวอาจไม่เข้าใจได้ เป็นศัพท์เฉพาะในช่วงแรก บอกความหมายในภาษาที่จะสามารถเข้าใจได้ จากนั้นก็สามารถพูดเป็นภาษาที่นักท่องเที่ยวเข้าใจ แต่ควรอธิบายคำศัพท์เฉพาะ เพื่อเป็นความรู้และให้เข้าใจด้วย

source: https://bethbc.edu/wp-content/uploads/2019/01/IMG_0950-1024x683.jpg


เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับวันนี้ เนื้อหาเป็นเทคนิคการนำชมสถานที่ท่องเที่ยวล้วน ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของไกด์ในช่วงเริ่มต้น การบรรยายเนื้อหา และการนำชมที่ใช้ภาษากายเป็นส่วนมาก ซึ่งตัวผู้เขียนเอง หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ อย่างไรก็ตามหากมีข้อติชม สามารถเขียนบอกได้เพื่อการปรับปรุง การเขียนในครั้งหน้า สำหรับวันนี้ ขอตัวลาไปก่อนนะคะ แล้วครั้งหน้าจะมาเขียนเรื่องอะไร อย่าลืมติดตามชมกันนะคะ ขอบคุณค่ะ

Friday, August 14, 2020

วิถีชีวิตจากยุคหินเก่า ยุคหินใหม่ สู่การเป็นอารยธรรม

 วิถีชีวิตจากยุคหินเก่า ยุคหินใหม่ สู่การเป็นอารยธรรม


    กลับมาพบกันอีกครั้ง สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วที่มีการพูดถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ก่อนที่จะมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่า Homo Sapiens Sapiens ซึ่งมีต้นแบบมาจาก Homo Sapiens แต่ในวันนี้เราจะไม่ได้มาพูดถึงลักษณะของมนุษย์แล้ว เพราะเราจะมาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในยุคหินเก่า ที่พัฒนาต่อมาในยุคหินใหม่ และนำมาสู่การเกิดเป็นอารยธรรมในที่สุด ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่เกิดขึ้นในยุคต่าง ๆ ตามมาว่ามนุษย์นั้นมีวิถีชีวิตอย่างไร แล้วเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นอย่ารอช้าอยู่เลยดีกว่า ไปพบกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของวิถีชีวิตตั้งแต่ยุคหินเก่า ยุคหินใหม่ สู่การเป็นอารยธรรมกันเลย

source: https://humanoriginproject.com/wp-content/uploads/2018/11/ancient-mesopotamian-civilizations-thumbnail.jpg


ยุคหินเก่า Paleolithic Era (Old Stone Age)

  • ในยุคหินเก่านี้เป็นที่ทราบกันว่าเป็นยุคแรกเริ่มของมนุษย์ที่มีค้นพบร่องรอยของการดำรงชีวิตแบบที่ยังไม่ซับซ้อนเป็นการเร่รอนหาของป่าล่าสัตว์ไปวัน ๆ ยังไม่มีการลงหลักปักฐานสร้างที่อยู่ที่แน่นอนชัดเจน และมักจะเดินทางออกไปเรื่อย ๆ เพื่อหาแหล่งที่อยู่และอาหารใหม่เสมอ
  • เครื่องมือที่ใช้ในการดำรงชีพจะเป็นเครื่องมือที่ทำจากหิน และในยุคนี้มีการเรียนรู้ที่จะใช้ไฟแล้ว 
  • ทั้งนี้ก็เริ่มมีการพัฒนาการใช้ภาษาสื่อสารกัน และทำให้เกิดเป็นการเริ่มบันทึกสิ่งต่าง ๆ ลงตามธรรมชาติ เช่น การเขียนภาพผาผนังถ้ำและการทำรูปแกะสลัก 
  • และในยุคนี้เราจะเห็นการฝังศพด้วย
source: https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgfLS5o2M_QkkFtJbwdXM684FHbccUyzcS-yzblKrmhHSBnX5pqaMyvMg7JZblwXOOd1R5tdPNL56YgnkZUtzpp7oIe2_9IaZcLxKG5sk6cS1tAlGOv94IOoPAVu_7GIjNYWaQ6UREcLXo/s640/stoneage_cave.jpg


ยุคหินใหม่ Neolithic Era (New Stone Age)
  • ในยุคหินใหม่นี้จะเริ่มเห็นการอยู่รวมกันในหมู่มากและมีการตั้งหลักปักฐานอย่างมั่นคง เพราะด้วยการเริ่มพัฒนาในเรื่องของเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชที่เป็นอาหารที่มีความมั่นคงกว่าในยุคหินใหม่ เพราะไม่ต้องเร่รอนไปวัน ๆ อีกต่อไปแล้ว
  • ต่อมามีการพัฒนาเครื่องมือให้มีความจำเพาะมากขึ้นต่อจุดประสงค์ที่จะใช้งาน
  • การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมในชุมชนเกษตรกรรม อย่างเช่น การแลกเปลี่ยนสิ่งของ การแบ่งชนชั้นทางสังคมก็เริ่มเกิดขึ้นแล้วในช่วงยุคหินใหม่นี้ แม้อาจจะยังไม่ชัดเจนมาก
  • การพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งเครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า จนไปถึงการไถ ที่เป็นวิถีชีวติที่เห็นได้ในยุคหินใหม่

source: https://historiamolim6000.files.wordpress.com/2014/10/early-agriculture.jpg


อารยธรรม Civilizations
  • จากพัฒนาการของทั้งยุคหินเก่า และยุคหินใหม่ ทำให้นำมาสู่การพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของยุคอารยธรรมที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในหมู่สังคมเมืองที่มากขึ้น การตั้งหลักปักฐานของผู้คนมีการขยายในวงกว้าง ไม่เพียงแค่คนที่เป็นครอบครัวอยู่ด้วยกันเหมือนในยุคหินเก่าและยุคหินใหม่แล้ว แต่วิถีชีวิตของคนในยุคนี้เป็นการอาศัยอยู่รายล้อมไปด้วยผู้คนจากต่างที่ต่างถิ่นต่างครอบครัว อยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่
  • การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่นี้ก็นำไปสู่การจัดระเบียบของสังคมที่จะทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยเริ่มมีการพัฒนาระบบการปกครอง มีศูนย์กลางทางความเชื่อศาสนา
  • เริ่มมีการแบ่งชนชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน โดยจะแบ่งจากความสามารถ อาชีพที่ประกอบ หรือครอบครัวที่เกิดมา โดยอาชีพที่ประกอบนั้นจะเริ่มมีความชำนาญและเฉพาะทางมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ทำเพียงการเกษตรอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีทั้งผู้ปกครอง เหล่าทหาร นักรบ ผู้ถือศิลป์ พ่อค้า วิศวกร ช่างฝีมือ ทั้งนี้ชนชั้นทางสังคมที่พบได้ในเกือบทุกยุคก็คือทาส ซึ่งเป็นชนชั้นที่เกิดขึ้นจากการล่าคนล่าพื้นที่เป็นต้น
  • นอกจากนี้แล้วยังมีพัฒนาระบบชลประทานที่ทำให้เกิดเสถียรภาพด้านการบริโภค ซึ่งอาจมากเกิดจนทำให้ล้นไปเลย
source: http://www.thaigoodview.com/files/u17449/civiv_screenshot2.jpg


    ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของการเข้าสู่เมืองในยุคแรก ซึ่งมีความแตกต่างจากวิถีชีวิตแบบหมู่บ้านเกษตรกรรมอย่างมาก เมืองในยุคแรกนั้นมีความแตกต่างจากหมู่บ้านเกษตรกรรม ในด้านของขนาดซึ่งเมืองในยุคแรกนั้นมีขนาดที่ใหญ่กว่า มีความหลากหลายของผู้คน โดยในหมู่บ้านเกษตรกรรมนั้นจะอาศัยกันเป็นครอบครัว แต่ในเมืองจะเป็นการอยู่อาศัยร่วมกันกับผู้อื่น ดั่งเพื่อนบ้าน ดังนั้นประชากรก็จะมีความหนาแน่นกว่า พอเกิดเป็นสังคมดังนี้จึงทำให้มีการก่อตั้งองค์กรที่จะมาคอยจัดระเบียบสังคมในเมือง มีขอบเขตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และยังมีศูนย์กลางทั้งทางการค้าและความเชื่อ 

Thursday, August 6, 2020

วิวัฒนาการของมนุษย์

 

    มนุษย์มีต้นกำเนิดหลายล้านปีมาแล้ว โดยแรกเริ่มนั้นลักษณะและการดำรงชีวิตมีความแตกต่างจากมนุษย์ในยุคปัจจุบันอยู่มาก ทั้งทางด้านการหาอาหาร การใช้เทคโนโลยี และลักษณะทางกายภาพที่ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมรอบข้างและกาลเวลาที่เปลี่ยนไป จนทำให้มนุษย์เกิดวิวัฒนาการต่าง ๆ โดยค่อย ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย จนได้มาเป็นมนุษย์อย่างปัจจุบัน 

source: https://cdn.zmescience.com/wp-content/uploads/2018/03/Prehistory_at_Nairobi_National_Museum.jpg


วิวัฒนาการของมนุษย์ยุคแรก

Australopithecine

    พบในแอฟริกา ประมาณ 4-5 ล้านปีก่อน

    มีการยืนตรงเดินสองขา

    สมองขนาด 1 ใน 3 ของสมองมนุษย์ปัจจุบัน

Homo Habilis

    พบในแอฟริกา ประมาณ 2.4 ล้านปีก่อน

    ใช้หินเป็นเครื่องมือในการตัดหั่น

    สมองมีขนาดครึ่งของสมองมนุษย์ปัจจุบัน

Homo Erectus

    ปรากฏในแอฟริกา ประมาณ 2-1.5 ล้านปีก่อน

    ใช้หินเป็นควานเป็นเครื่องมือ

    เรียนรู้การใช้ไฟ

    มีการอพยพออกจากพื้นที่

Homo Sapiens

    ปรากฏในแอฟริกาประมาณ 2 แสนปีก่อน

    มีการอพยพไปทั่วโลก

    เป็นประเภทเดียวกันกับมนุษย์ปัจจุบัน

    มีการใช้เครื่องมือหลากหลาย, เรียนรู้การจุดไฟ, เริ่มใช้ภาษา


✏Homo Erectus

    Homo Erectus ที่เข้ามาในเอเชียพบอยู่สองประเภท โดยพบครั้งแรกเมื่อปี 1891 ที่เกาะโซโล ทางตะวันออกของชวา เรียกว่า Java man โดยขุดค้นพบฟัน กะโหลก และกระดูกส่วนขา ต่อมาปี 1923 พบ Peking man ในถ้ำใกล้กับหมู่บ้านโจโคเดียน ใกล้กับปักกิ่ง  

source: http://listverse.wpengine.netdna-cdn.com/wp-content/uploads/2017/09/Java-Man.jpg


source: http://image.en.yibada.com/data/images/full/43783/a-monument-marks-the-site-where-the-fossilized-skeleton-of-the-peking-man-was-unearthed-in-1929-in-zhoukoudian-a-small-village-about-50-km-southwest-of-beijing.jpg



การปรับตัวของมนุษย์

หินเก่า
    มีการใช้หินบิ่น เครื่องมือที่เป็นไม้และกระดูก การสร้างตาข่ายจากใยพืชและเอ็นของสัตว์
    ขัดหินให้แหลม มีการใช้เครื่องมือที่เฉพาะขึ้น เช่น การสิ่ว,การเจาะ,การเลื่อย

หินใหม่ เป็นยุคเกษตรกรรม
   พืช:มีพันธ์ุพืชใหม่ แหล่งอาหารใหม่ ผู้คนเริ่มที่จะเรียนรู้การทำไร่ทำสวน มีการเลี้ยงสัตว์ มีการจัดหาอาหารที่กว้างขึ้น
   สัตว์:เลี้ยงสัตว์ โดยการเลือกและสืบพันธุ์อย่างระวังขึ้น พบสุนัขตั้งแต่ 1 หมื่นปีที่แล้วเป็นสัตว์เลี้ยง มีประมาณการจัดหาจัดเก็บเนื้อสัตว์ นม หนังสัตว์ และ ขนแกะที่มากขึ้น
   การเติบโตของการเกษตร:การใช้ประโยชน์ของพืช, การเลี้ยงสัตว์ มีการกระจายตัวไปยังพื้นที่อื่น อย่างในเอเชียก็จะพบ ข้าว,แอฟริกา วัวควาย, แม็กซิโก ข้าวโพด, อเมริกาใต้ มัน

source: https://historymadeeveryday.files.wordpress.com/2013/09/neolithic-age.jpg

    และนั่นก็เป็นที่มาว่ามนุษย์มาจากไหน แล้วมนุษย์เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร หากมองย้อนกลับไปตามทั้งยุคก่อนประวัติศาสตร์กระทั่งมาถึงทุกวันนี้ จะเห็นว่ามนุษย์เรามีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปมาก และจุดเปลี่ยนที่สำคัญเลยก็คือในยุคหินใหม่ที่เริ่มมีการเกษตรเข้ามา และทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง

Thursday, November 14, 2019

การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดพู ตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่พ.ศ. 2537-2562



การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดพู ตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่พ.ศ. 2537-2562

source: https://www.google.com/url?sa=i&source=images&cd=
&cad=rja&uact=8&ved=2ahUKEwiwwuLj4enlAhUC5o
8KHaBCCDIQjRx6BAgBEAQ&url=https%3A%2F%2Fsites.
google.com%2Fsite%2Ffuntravelaec%2Flaos%2Fprasath-hin-wad-phu&psig=AOvVaw2kjjs8lceF8nC8ma4flIjl&ust=1573822961107397


1.              บทนำ
ปราสาทวัดพู หรือปราสาทวัดภู ถือเป็นโบราณสถานและเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของประเทศลาว โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ในปีพ.ศ. 2545 ตั้งอยู่บริเวณเชิงภูเขาทางตะวันตกของแม่น้ำโขง ตอนใต้ของเมืองจำปาสัก ภูเขาที่ตั้งของปราสาทวัดพูแห่งนี้ชาวลาวนิยมเรียกชื่อว่า ภูเกล้าหมายถึงความเคารพประดุจยกไว้เหนือเศียรเกล้า ตัวปราสาทวัดพูหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และวางแผนผังเป็นแนวยาวตามลักษณะของปราสาทเขมรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นภูเขา ปราสาทวัดพูแห่งนี้เดิมทีแล้วเคยเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ว่าด้วยว่าเป็นสถานที่สถิตของพระศิวะ ตามความเชื่อไศวะนิกาย ตลอดจนปัจจุบันที่เป็นแหล่งสักการะของพุทธศาสนิกชนและถือเป็นสถานที่แห่งอารยธรรมโบราณถึง สามสมัยด้วยกัน ในช่วงอาณาจักรเจนละ อาณาจักรขอม และอาณาจักรล้านช้าง แสดงให้เห็นวิถีชีวิตความเชื่อและวัฒนธรรมของในแต่ละช่วงยุคสมัยได้อย่างหลากหลาย
วัตถุประสงค์ของการการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดพู เพื่อศึกษาแหล่งอารยธรรมโบราณและการถูกนำเสนอในรูปแบบต่างๆของแต่ละช่วงเวลาและในด้านต่างๆ โดยใช้การศึกษาด้วยเอกสาร ประเภทวารสาร วิทยานิพนธ์ จากฐานข้อมูล Thaijo และห้องสมุด นอกจากนี้ยังมีการศึกษาด้วยการใช้สื่อวีดีทัศน์จาก Youtube ซึ่งจะทำให้เห็นมุมมองการนำเสนอปราสาทวัดพูในหลากหลายรูปแบบ ผู้จัดทำได้แบ่งการนำเสนอข้อมูลเอกสารและสื่อวีดีทัศน์จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดพู ตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่พ.ศ. 2537-2562 ดังนี้
                2.1 ด้านศาสนาและความเชื่อ
                2.2 ด้านการท่องเที่ยว
                2.3 ด้านประวัติศาสตร์
                2.4 ด้านศิลปกรรม
                2.5 ด้านสื่อวีดีทัศน์


2.              งานศึกษาจากเอกสารและสื่อวีดีทัศน์
จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดพู ตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่พ.ศ. 2537-2562 พบจำนวนทั้งสิ้น 16 ชิ้น ประกอบด้วย บทความวารสาร 8 เรื่อง ประเภทศาสนาและความเชื่อ 1 เรื่อง ประเภทการท่องเที่ยว 3 เรื่อง ประเภทประวัติศาสตร์ 3 เรื่อง และประเภทศิลปกรรม 1 เรื่อง วิทยานิพนธ์ 2 เรื่อง ประเภทความเชื่อ 2 เรื่อง และประเภทสื่อวีดีทัศน์ 6  เรื่อง ดังนี้

2.1       งานประเภทศาสนาและความเชื่อ
จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดภูในประเภทความเชื่อ สามารถนำงานศึกษามาสรุปและเรียงตามปีที่พิมพ์ ตั้งแต่พ.ศ. 2537-2557 โดยเป็นบทความจากวารสารและวิทยานิพนธ์ ดังนี้

ลำดับ
ชื่อผู้แต่ง
ชื่อเรื่อง
ปีที่พิมพ์
ประเภท
1
สมชาติ มณีโชติ
ฆ่าควายสังเวยผี พิธีของชาวข่าที่แขวงสาละวันและปราสาทหินวัดภูแขวงจำปาศักดิ์
2537
บทความวารสาร
2
อรวรรณ เพชรนาค
คติความเชื่อและรูปแบบของภาพสลัก ปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
2555
วิทยานิพนธ์
3
ทัศน์ไท พลมณี
ความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนต่อปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
2557
วิทยานิพนธ์


สมชาติ มณีโชติ (2537)  บทความเรื่อง ฆ่าความสังเวยผี พิธีของชาวข่าที่แขวงสาละวันและปราสาทหินวัดภูแขวงจำปาศักดิ์
จากบทความวารสารเรื่อง ฆ่าความสังเวยผี พิธีของชาวข่าที่แขวงสาละวันและปราสาทหินวัดภูแขวงจำปาศักดิ์ พบว่าเป็นการศึกษาภาคสนาม คือมีการเดินทางไปสำรวจบริเวณที่ศึกษาด้วยตัวเอง และได้ศึกษาประเด็นความเชื่อเป็นหลัก
                พิธีฆ่าควายสังเวยผีของชุมชนชาวข่าแถบแขวงสาละวันและจำปาศักดิ์ ได้พบหลักฐานว่าเป็นบริเวณที่ตั้งปราสาทหินวัดภู ซึ่งเป็นศาสนาสถานรุ่นแรกๆ ในสายวัฒนธรรมเขมรที่มีอายุการสร้างมาตั้งแต่เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 12 ต่อเนื่องมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 17 นั้น ยังเป็นโบราณสถานที่ได้รับการนับถือจากชาวบ้านในท้องถิ่นว่าเป็นเขตศักดิ์สิทธ์ และยังได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมการฆ่าความเพื่อสังเวยผีสืบต่อกันมาเป็นประจำทุกทีจนถึงปัจจุบัน
                จากการได้สนทนากับชาวบ้านที่มีถิ่นที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับปราสาทวัดภู เมืองจำปาศักดิ์เก่า แขวงจำปาศักดิ์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของลาว ทำให้ทราบได้ว่าที่บริเวณปราสาทหินวัดภูที่เคยเป็นเทวสถานเก่าแก่นั้น ในปัจจุบันได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีฆ่าความสังเวยผีของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับปราสาทหินวัดภู โดยจะมีการประกอบพิธีในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 6 (ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม) ชาวบ้านที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในแถบวัดภูในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นชาวลาวลุ่มซึ่งนับถือศาสนาพุทธ แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มชนเหล่านี้มีการนับถือผีควบคู่ไปกับการนับถือพุทธศาสนาด้วย และแม้จุดประสงค์ดั่งเดิมของการสร้างปราสาทหินวัดภูนี้ เพื่อให้เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูมาก่อน แต่ในปัจจุบันเทวสถานแห่งนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพุทธสถานโดยกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาอยู่อาศัยในสมัยหลังๆ โดยชาวบ้านได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดิษฐานไว้ในปราสาทประธานของปราสาทหินวัดภู อีกทั้งยังได้สร้างสำนักสงฆ์อยู่ภายในบริเวณใกล้เคียงกันนั้นด้วย ในขณะเดียวกันชาวบ้านยังเชื่ออีกว่าปราสาทหินวัดภูเป็นที่สิงสถิตรวมดวงวิญญาณเทพยดาอารักษ์ผีป่า ผีเขา และผีบรรพบุรุษของพวกเขา มาแต่บรรพกาล จากแนวคิดและความเชื่อดังกล่าวทำให้สถานภาพของประสาทหินวัดภูเปรียบได้กับหลักบ้านใจเมืองของผู้คนในท้องถิ่น

อรวรรณ เพชรนาค(2555)  วิทยานิพนธ์เรื่อง คติความเชื่อและรูปแบบของภาพสลัก ปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา คติความเชื่อและรูปแบบของภาพสลัก ปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง ทางด้านเอกสาร และข้อมูลภาคสนามโดยการสำรวจ สังเกต สัมภาษณ์ข้อมูลจากนักวิชาการและ ผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงภาพถ่ายที่เกี่ยวกับภาพสลักที่ปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว วิเคราะห์ โดยใช้แนวคิดหลักทางด้านประติมาวิทยา นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา วิเคราะห์ประกอบภาพถ่าย 
ปราสาทวัดพูเป็นที่ตั้งของศาสนสถานของในอารยะธรรมโบราณถึง สามยุค คือ 1) ยุคของอาณาจักรเจนละซึ่งนับถือเทพเจ้าและพิธีการบูชายัญ 2) ยุคอาณาจักรขอมที่มี การสร้างปราสาทเป็นศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์ และ 3) ในยุคของอาณาจักรล้านช้างที่ได้มี การปรับเปลี่ยนปราสาทขอมให้กลายเป็นพุทธสถานของนิกายเถรวาทจนถึงปัจจุบัน อาคารต่างๆ ของปราสาทวัดพูได้สร้างขึ้นในยุคสมัยของอาณาจักรขอมภายใต้ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ และ มีการก่อสร้างและต่อเติมอาคารในหลายยุคหลายสมัย ด้านคติความเชื่อของภาพสลักที่ปราสาทวัดพู นั้น แบ่งตามคติของการสร้างภาพสลัก คือภาพสลักเล่าเรื่องในศาสนาพราหมณ์ ที่สร้างขึ้นตามคติ ความเชื่อของลัทธิไศวะนิกาย กับลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งปรากฏในรูปแบบของภาพสลักเล่าเรื่องทาง ประติมานวิทยา มีเนื้อหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบุคคล เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระนางอุมา พระอินทร์ และฤๅษี เรื่องราวที่เกี่ยวกับสัตว์ เช่น ช้างเอราวัณ นาค ครุฑ หน้ากาล สิงห์ รวมถึง ลวดลายพันธุ์พฤกษาประดับตกแต่งต่างๆ    รูปแบบของภาพสลักที่ปรากฏส่วนใหญ่เป็นศิลปะแบบบาปวนตอนต้นที่ยังคงรักษารูปแบบ บางประการของศิลปะแบบเกลียงไว้แสดงถึงการก่อสร้างภายใต้ช่วงระยะเวลาที่ต่อเนื่องกัน รูปแบบ ภาพสลักเล่าเรื่องที่ปราสาทวัดพูนั้นแบ่งออกเป็นสองลักษณะ ได้แก่ภาพสลักเล่าเรื่องอย่างแท้จริง โดยไม่มีส่วนประกอบอื่นมาปะปน และภาพสลักเล่าเรื่องท่ามกลางลวดลายพันธุ์พฤกษาที่มีการเล่า เรื่องอยู่ในบริเวณจุดกึ่งกลางของภาพ โดยภาพสลักนี้เป็นสิ่งที่สำคัญในการแสดงความหมายในเชิง สัญลักษณ์ ให้ปราสาทหินแปรเปลี่ยนเป็นดั่งสรวงสวรรค์ที่ประทับของเทพเจ้าอย่างสมบรูณ์

ทัศน์ไท พลมณี (2560) วิทยานิพนธ์เรื่อง ความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนต่อ ปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
                วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ 1. ศึกษาประวัติความเป็นมาและสภาพปัจจุบันปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว 2. ศึกษาความเชื่อต่อปราสาทวัดพูในอดีต แขวงจำปาสัก สปป.ลาว 3. ศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมชุมชนต่อปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว โดยศึกษาโดยวิธีวิทยาดังนี้ คือ การศึกษาจากข้อมูลทั้งเอกสสารและการลงพื้นที่สังเกต สัมภาษณ์ และสนทนากับประชากรในชุมชน ได้แก่ผู้รู้ ผู้นำชุมชน ผู้ปฏิบัติ และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องอื่นๆในชุมชน
ปราสาทหินวัดพู ได้สร้างขึ้นและผ่านการเวลาหลายยุคสมัย ปรากฏเด่นชัดสามยุค เริ่มต้นในยุคของอาณาจักรเจนละ กระทั่งต่อมาในยุคอาณาจักรขอมที่มีบทบาทเป็นศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์และช่วงท้ายยุคอาณาจักรล้านช้างที่ได้ปรับเปลี่ยนปราสาทขอมให้เป็นพุทธสถานของนิกายเถรวาทแต่ละช่วงเวลานั้นปรากฏร่องรอยความเชื่อแบ่งตามคติของแต่ละศาสนาที่เข้ามามีอิทธิพลต่อตัวปราสาท ซึ่งความเชื่อต่อปราสาทวัดพูในอดีตนั้นเริ่มจากความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่ได้รับอิทธิพลจากอาณาจักรฟูนัน ในยุคสมัยครั้งที่อาณาจักรเจนละยังตกอยู่ภายใต้การปกครองมาถึงช่วงกลางที่ปรากฏความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ในลัทธิไศวะนิกายที่พบหลักฐานเป็นภาพสลักตรีมูรติและศิวะลึงค์ที่อยู่ในบริเวณตัวปราสาท จนถึงช่วงปลายหลังจากขอมเสื่อมอำนาจลงการเข้ามาของพุทธศาสนาจากอาณาล้างช้างเข้ามาทำให้ปราสาทวัดพูเปลี่ยนบทบาทจากเทวะสถานกลายเป็นพุทธสถานได้นำเอาพระพุทธรูปประดิษฐานแทนที่ศิวะลึงค์ในลัทธิไศวะกายบริเวณปรางค์ประธานให้ประชาชนและชุมชนในพื้นที่รอบปราสาทได้กราบไหว้และประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อในทางพุทธศาสนาโดยมีสถานที่เป็นตัวปราสาทวัดพูที่สร้างขึ้นในลัทธิความเชื่อศาสนาพราหมณ์ในลัทธิไศวะนิกายที่นับถือพระศิวะมาจนกระทั่งปัจจุบัน  
ความเชื่อและพิธีกรรมที่ปรากฏให้เห็นนั้นจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ 1) ความเชื่อที่ถือปฏิบัติกันทั้งประเทศในทางพุทธศาสนา ที่เป็นศาสนาหลักประจำชาติลาว จากพิธีกรรมสำคัญที่มีผู้เข้าร่วมพิธีกรรมจากทั้งละแวกชุมชนโดยรอบปราสาทอีกทั้งประชาทั้งในและต่างประเทศในงานประเพณีบุญนมัสการวัดพูมีการทำบุญตักบาตรตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา 2)ความเชื่อท้องถิ่น ที่มีการเซ่นสังเวยสัตว์เพื่อเสี่ยงทายบูชาผีบรรพบุรุษผีเจ้านายและเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประกอบอาชีพในทางเกษตรกรรม ในพิธีกรรมเลี้ยงศาลปู่ตาของชุมชนโดยรอบปราสาท และยังปรากฏความเชื่อที่ถือปฏิบัติส่วนบุคคลซึ่งส่งผลต่อจิตใจ ในด้านการวิงวอนต่ออำนาจเร้นลับพลังเหนือธรรมชาติในสถานที่ที่ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในลักษณะคำบอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่นแทรกตัวอยู่ในความเชื่อหลักทั้ง2ความเชื่อที่กล่าวข้างต้นอีกด้วย ลักษณะความเชื่อและพิธีกรรมที่ปรากฏต่างๆนั้นล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลจากแต่ละความเชื่อของแต่ละศาสนาที่เข้ามาผลัดเปลี่ยนทับซ้อนกันในช่วงเวลาต่างๆส่งผลต่อพื้นที่โดยมีปราสาทวัดพูเป็นจุดเชื่อมโยงให้เห็นการผสมผสาน ความเชื่อก่อให้เกิดเป็นพิธีกรรมของชุมชนต่อปราสาทวัดพูที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตและยังปรากฏให้เห็นสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สรุปด้านศาสนาและความเชื่อ
จากการศึกษาด้านศาสนาและความเชื่อของปราสาทวัดพู พบว่าประสาทวัดพูถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ในลัทธิไศวะนิกาย โดยมีการพบหลักฐานมาจากตัวปราสาท ปรากฏในรูปแบบของภาพสลักเล่าเรื่องราว ต่อมาภายหลังหลังจากขอมเสื่อมอำนาจลงการเข้ามาของพุทธศาสนาจากอาณาล้านช้างทำให้ปราสาทวัดพูเปลี่ยนบทบาทจากเทวะสถานกลายเป็นพุทธสถานและได้มีการนำเอาพระพุทธรูปประดิษฐานแทนที่ศิวะลึงค์ และยังมีการประกอบพิธีตามความเชื่อในทางพุทธศาสนา อย่างประเพณีบุญนมัสการวัดพู และความเชื่อท้องถิ่นเรื่องการสังเวยชีวิตสัตว์เพื่อบูชาบรรพบุรุษอีกด้วย ซึ่งจากบทความของสมชาติ มณีโชติ เรื่อง ฆ่าควายสังเวยผี พิธีของชาวข่าที่แขวงสาละวันและปราสาทหินวัดภูแขวงจำปาศักดิ์ เป็นการศึกษาจากการเดินทางไปที่ปราสาทวัดพู และได้พบวิถีชีวิตที่สอดแทรกไปด้วยความเชื่อของคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่บริเวณปราสาทวัดพูอีกด้วย

2.2       งานประเภทการท่องเที่ยว
จากการการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดพูด้านการท่องเที่ยว สามารถนำงานศึกษามาสรุปและเรียงตามปีที่พิมพ์ ตั้งแต่พ.ศ. 2542-2554 โดยเป็นบทความจากวารสาร ดังนี้

ลำดับ
ชื่อผู้แต่ง
ชื่อเรื่อง
ปีที่พิมพ์
ประเภท
1
อุดม บัวศรี
วัดพู : ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของลาวใต้ แห่งนครจำปาสัก

2542
บทความวารสาร
2
วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์
ท่องเที่ยวเกี่ยวบุญปราสาทหินวัดภู

2544
บทความวารสาร
3
สตีเฟ่น  ชิพานิ

Perceptions of the Impacts of Tourism among Rural Communities in Luang Namtha, Luang Prabang, Khammouane and Champasak, Lao PDR (การรับรู้ถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อชุมชนชนบทใน แขวงหลวงน้ำ าทา แขวงหลวงพระบาง แขวงคำม่วน และ แขวงจำปาศักดิ์ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
2554
บทความวารสาร



อุดม บัวศรี (2542) บทความเรื่อง วัดพู : ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของลาวใต้ แห่งนครจำปาสัก
วัดพูเป็นศูนย์กลางการปกครองอยู่ในยุคศตวรรษที่ 4  เพราะเมืองต่างๆที่สำคัญล้วนอยู่ใกล้วัดพู เช่น เมืองสะมะพูปุระ เมืองอีสานปุระ เมืองชัยถิตถปุระ และเมืองเชษฐาปุระ ทั้งนี้ยังมีการกล่าวในเอกสารท่องเที่ยว “ชาวจำปาสักยินดีต้อนรับสู่ปีท่องเที่ยวลาว 1999-2000” ว่า “วัดพูปูชนียสถานสำคัญอันลือชื่อ เป็นหนึ่งในสถานโบราณที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของลาว ตั้งอยู่ตีนภู ศักดิ์สิทธิ์ชื่อว่า “ลิงคปารวต”(ภูเก่า) จากหลักฐานต่างๆแสดงว่า เป็นโบราณสถานของศาสนาที่นับถือพระเจ้าคือ พระศิวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในตีมูรติคือ พระพรหม พระศิวะและพระวิษณุ ในค.ศ. ที่ 13 ศาสนสถานแห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นวัดของพุทธศาสนาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ซึ่งชาวลาวถือว่าเป็นสถานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันสำคัญยิ่งของชาติ ดังนั้นเมืองถึงเดือน 3 เพ็ญของแต่ละปี จึงได้ร่วมใจกันทำบุญที่วัดแห่งนี้ เพื่อให้โอกาสแห่คนทั้งหลายได้ร่วมบูชาสิ่งที่เคารพร่วมกัน”
ชาวลาวจึงถือเอาวันนมัสการวัดพูเป็นวันสำคัญยิ่ง เพราะเป็นวันที่ประชาชนมีนัดหมายกันไว้แล้วเพื่อทำบุญ จึงเสียค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์น้อย เป็นการยิงนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยและได้ชมปีการท่องเที่ยวด้วย ฉะนั้นขบวนแห่ต่างๆ ในวันนี้จึงจัดเป็นพิเศษ โดยให้แต่ละเมืองหาเอกลักษณ์ของตัวเองแสดงในขบวนและจะบอกถึงแหล่งท่องเที่ยว




              วิวัฒน์ พันธวุฒติยานนท์ (2544)  บทความเรื่อง ท่องเที่ยวเกี่ยวบุญ ปราสาทหินวัดภู
ปราสาทวัดภูฉายภาพอารยธรรมเรืองรองที่ริมน้ำโขง ทำหน้าที่สัญลักษณ์สำคัญของลาวตอนใต้ นับแต่อดีตครั้งยังปราศจากเส้นพรมแดนแผนที่ก่อนก่อเกิดรัฐชาติลาจนกระทั่งปัจจุบัน “ภูเก้า” ที่ตั้งปราสาทวัดภูเคยมีสถานะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่มชนพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมรเจ้าถิ่นที่อยู่แถบนี้มาแต่ดั้งเดิม ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 11 หรือเวลา 400 ปีก่อนยุค “นครวัด” ในกัมพูชา อาณาจักรเจนละ รุ่งเรือง วักภูก็ถูกสถาปนาขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรที่นครเศรษฐปุระ โดยจารึกโบราณกล่าวว่าเพื่อถวายแด่เทพภัทเรศวร เทพเจ้าของชาวจามปา ยุคต่อมาจึงเสริมแต่งจนมีโครงสร้างใหญ่โตขึงขังอลังการแบบปราสาทขอมในภายหลัง เพื่อเป็นที่สถิตของพระศิวะและประกอบพิธีกรรมตามลัทธิฮินดู-พราหมณ์ที่มีอิทธิพลสมัยนั้น ด้วยภูมิทัศน์อันงดงาม สัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และประการสำคัญ ยอดเขาลูกนี้มีลักษณะเป็นแท่งกลมขนาดใหญ่คล้ายศิวลึงค์ จึงเรียกขานนามตามความเชื่อลัทธิบูชาพระศิวะ “ไศวะนิกาย” ว่า สวมันภูวะ หรือมั่นคงถาวร ส่วนตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่และแหล่งน้ำอื่นๆ ก็เป็นเหตุผลสนับสนุนกัน ศาสนาสถานวัดภูเป็นสถานที่สักการบูชาต่อมาจนถึงช่วงที่เขมรมีอำนาจต่อเนื่องถึงพุทธศตวรรษที่ 18

สตีเฟ่น  ชิพานิ (2554) บทความเรื่อง Perceptions of the Impacts of Tourism among Rural Communities in Luang Namtha, Luang Prabang, Khammouane and Champasak, Lao PDR (การรับรู้ถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อชุมชนชนบทใน แขวงหลวงน้าทา แขวงหลวงพระบาง แขวงคำม่วน และ แขวงจำปาศักดิ์ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
จำนวนนักท่องเที่ยวนานาชาติที่มาเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใน พ.ศ. 2551 มีจำนวนถึง 1.73 ล้านคน ซึ่งสร้างรายได้ราว 275 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาตามอัตราแลกเปลี่ยน และได้สร้างงานให้ท้องถิ่นถึง 17,000 งาน ดังนั้นจึงมีการส่งเสริม การท่องเที่ยวในฐานะที่เป็นกลไกหลักของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ กิจกรรม การท่องเที่ยวหลักส่วนใหญ่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นการท่องเที่ยวสถานที่ ทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ในเมืองหลวงเวียงจันทน์ และแหล่งมรดกโลกที่ได้ รับการคัดเลือกโดยองค์กรยูเนสโกคือเมืองหลวงพระบาง และปราสาทหินวัดพู และสิ่งก่อสร้าง ใกล้เคียงในแขวงจำปาสัก แต่การจัด การท่องเที่ยวโดยชุมชนไปตามหมู่บ้านชุมชนชาติ พันธุ์ต่างๆ ก็เป็นที่นิยมมากเช่นกัน โปรแกรมการท่องเที่ยวในแบบหลังนี้เริ่มขึ้นในช่วง พ.ศ.2547 ถึง พ.ศ. 2550 ในลักษณะโครงการสาธิตที่ได้รับการพิจารณาจัดขึ้นโดยรัฐบาลด้วยความร่วมมือ จากผู้ประกอบการการท่องเที่ยวและองค์กรความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ คือ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และ ธนาคารเพื่อการ พัฒนาเอเชีย (เอดีบี) การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่มีการวางแผน และจัดการโดยคนในท้องถิ่นเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อช่วยกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ชนบทต่างๆ การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความพึงพอใจของครัวเรือนในชนบทต่อการท่องเที่ยวโดยชุมชนและประเมินการรับรู้ของพวกเขาต่อผลกระทบจากการท่องเที่ยว ได้ดำเนินการในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 โดยการใช้การสำรวจจากตัวอย่างข้อมูล 391 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ใน 12 หมู่บ้าน ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวลุ่มนํ้าโขง บทความนี้เสนอผลการสำรวจและศึกษาปัจจัย ที่อาจมีส่วนทำให้มีความแตกต่างอย่างสำคัญ ในครอบครัวของกลุ่มชาติพันธุ์ ลาว ขมุ ม้ง และ ลาวเทิง ต่อการรับรู้ถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อชุมชนของพวกเขา

สรุปด้านการท่องเที่ยว
จากการศึกษางานประเภทการท่องเที่ยวปราสาทวัดพู ทำให้เห็นว่าปราสาทวัดพูนั้นถือเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศลาว และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จึงทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของผู้คนทั่วโลก ซึ่งปราสาทวัดพูมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และถึงแม้จุดประสงค์การสร้างเพื่อเป็นเทวสถาน ตามแบบความเชื่อของพราหมณ์ ไศวะนิกาย แต่การถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ประกอบพิธีตามความเชื่อของศาสนาพุทธนั้นทำให้ได้รับความสนใจจากผู้คนในท้องถิ่นและเพื่อเดินทางไปชมหรือเข้าร่วมงานประจำปีที่จัดขึ้นบริเวณปราสาทวัดพู อย่างวัดนมัสการวัดพู ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาวันหนึ่งของชาวลาว ที่จะมีการเดินทางไปปราสาทวัดพู และทำให้มีการท่องเที่ยวทั้งบริเวณโดยรอบ และตัวปราสาทที่เป็นจุดหมายเอง จนทำให้มีการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวไปยังชุมชนรอบๆอีกด้วย



2.3       ด้านประวัติศาสตร์
จากการทบทวนวรรณกรรมเที่ยวกับปราสาทวัดพูในประเภทประวัติศาสตร์ สามารถนำงานศึกษามาสรุปและเรียงตามปีที่พิมพ์ ตั้งแต่พ.ศ. 2538-2549 โดยเป็นบทความจากวารสาร ดังนี้
ลำดับ
ชื่อผู้แต่ง
ชื่อเรื่อง
ปีที่พิมพ์
ประเภท
1
เมธินี จิระวัฒนา
ปราสาทวัดภู
2538
บทความ วารสาร
3
เกรียงไกร เกิดศิริ

วัดพู : มรดกโลกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมแห่งเมืองจำปาสัก
2548
บทความ วารสาร
2
มะโนลิด พิลาวง
สาริสา อุ่นทานนท์, ผู้แปล
เกล็ดเรื่องเมืองลาว : ตอนปราสาทวัดพู

2549
บทความ วารสาร




              เมธินี จิระวัฒนา (2538)   บทความเรื่อง ปราสาทวัดภู
ปราสาทวัดภู เป็นโบราณสถานที่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยที่เศรษฐปุระ (เมืองหลวงของเจนละ) มีบทบาทครอบคลุมในเขตตอนใต้ของดินแดนอินโดจีน ผู้สร้างอาจเป็นกษัตริย์ของเจนละองค์ใดองค์หนึ่งที่ครองราชย์ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างศาสนาสถานแห่งนี้เพื่อถวายแด่เทพภัทเรศวร (เทพเจ้าของชาวจัมปา) และเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการได้รับชัยชนะต่อจัมปา ที่เคยครอบครองดินแดนจำปามาก่อนโบราณสถานดังกล่าวนี้ได้ใช้เป็นสถานที่สักการะบูชาต่อมาจนถึงช่วงที่เขมรมีอำนาจต่อเนื่องถึงพุทธศตวรรษที่ 18
ในการสร้างศาสนสถานแห่งนี้ นับเป็นความสามารถของสถาปนิกสมัยโบราณในการเลือกที่ตั้งในภูมิประเทศซึ่งงดงามเหมาะสม บนเนินเขาภูเก้า (หรือภูเกล้า) ขนาดสูง 1200 เมตร ประกอบด้วยทางเดินลดหลั่นระดับต่างๆ จากเนินเขาด้านตะวันออกไปยังตะวันตกถึงตัวศาสนสถานซึ่งมีลักษณะจำลองยอดเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระอิศวร
ด้วยความสำคัญในการหลักฐานความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของวัดภูรัฐบาลจึงประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทวัดภู เป็นเขตอนุรักษ์โบราณสถานของชาติพร้อมทั้งประกาศให้พื้นที่ป่าอันเป็นที่ตั้งของวัดภู คือ เขตพื้นที่ศาสนสถานวัดภู เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ด้วยการตั้งสำนักงานประจำศาสนาสถานวัดภูทำหน้าที่ดูแลศาสนา-สถานและนำชมโบราสถาน

               เกรียงไกร เกิดศิริ (2548) บทความเรื่อง วัดพู : มรดกโลกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมแห่งเมืองจำปาสัก
 วัดพูเป็นศาสนสถานที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมบนที่ราบลุ่มริมน้ําโขงในเขตจําปาสัก และถือเป็นรากฐานสําคัญที่แสดงให้เห็นการก่อร่างสร้างตัวมีพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรม และรูปแบบศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสังคมบุพกาลที่ดําเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายสู่สังคมแห่งอารยธรรมที่มีโครงสร้าง สลับซับซ้อนในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5-18
        นักวางผังในสมัยโบราณได้ปรับใช้ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ให้ตอบสนองต่อแนวความคิดทางศาสนา และความเชื่อในลัทธิไศวนิกายในศาสนาฮินดู นอกจากนี้ยังปรากฏร่องรอยของแหล่งโบราณคดีจํานวนมากกระจายตัวอยู่ในพื้นที่มานับพันปี แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของโครงสร้างสังคม, วัฒนธรรม, วิถีชีวิต, เศรษฐกิจ การปกครองและการศาสนาของบรรพบุรุษ และต้นธารวัฒนธรรมแห่งเอเชียตะวันออดเฉียงใต้ การนี้ศูนย์มรดกโลกองค์การยูเนสโกจึงได้ประกาศรับรองว่าพื้นที่มรดกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมจำปาสักเป็นมรดกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรม (World Heritage Cultural Landscape) เมื่อปี พ.ศ. 2544
คุณค่าดังที่กล่าวมาข้างต้นทําให้เกิดแนวความคิดในการจัดการและการอนุรักษ์มรดกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมของพื้นที่ โดยหัวใจหลักของการจัดการต้องคํานึงถึงความยั่งยืนของภูมิทัศน์ และการดําเนินต่อไปของประโยชน์ใช้สอยในปัจจุบันของชุมชนเจ้าของพื้นที่อย่างมีอิสระในการดําเนินชีวิต มีการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณค่า และความมั่นคงแห่งชีวิต ด้วยการอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของตนอย่างยังยืน การจัดการและการพัฒนาที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของชุมชนมิอาจเป็นการพัฒนาที่ยังยืนได้ รวมไปถึงการท่องเที่ยวที่ปราศจากการจัดการที่ดีและละเอียดลึกซึ้งเพียงพอจะกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภูมิทัศน์วัฒนธรรมและมรดกทางวัฒนธรรมรวมไปถึงการสร้างความอ่อนแอให้กับชุมชนในระยะยาวด้วย


              มะโนลิด พิลาวง (2549)  บทความเรื่อง เกร็ดเรื่องเมืองลาว ตอน : ปราสาทวัดพู
อ้างตามเอกสารของชาวจีน ที่ได้บันทึกไว้ว่าในศตวรรษที่ 6 โบราณสถานวัดพูจำปาสัก ได้ถูกก่อสร้างขึ้นใกล้กับนครหลวงเศรษฐาปูระ และมีภูเขาลูกหนึ่งมีชื่อว่า ลิงเกย โปโพ (ซึ่งเรียกเป็นภาษาสันสกฤตว่า ลึงคะปราวะตา) หรือ ภูลึงคะ และบนยอดภูเขาแห่งนี้มีวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีทหารนับพันนายทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์รอบวัด โดยวัดแห่งนี้สร้างไว้ให้ผี ที่มีชื่อว่าพอตอลี ซึ่งต้องนำคนมาสังเวยเพื่อเป็นการบูชา ในทุกๆปี ในเวลากลางคืน องค์พระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าไปในวัด เพื่อทำพิธีบูชายัญ ด้วยการฆ่าคนเป็นการสังเวย ชื่อ ผีพอตอลี จากเอกสารจีน และจากการเล่าขานทำให้ชื่อกันว่าผีพอตอลี อาจจะเป็น พระศิวะ ปางที่เป็นคน ตามประวัติศาสตร์การบูชาของพวกจามที่ตั้งอยู่ในเมืองเก่า
โครงสร้างของวัดพูนั้น ได้มีการก่อสร้างสถานที่สำหรับประกอบพิธีต่างๆ เช่น บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ หอบูชา อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก บันได และหินนำทางส่องแสงที่มีรูปร่างลักษณะตามแบบศตวรรษที่ 11 ซึ่งบ่งบอกถึงความเก่าแก่ ในขณะที่มีการก่อสร้างเพื่อทะนุบำรุงวัดพูขึ้นมาใหม่นั้น ได้มีการค้นพบสถานที่สำหรับเป็นหอบูชาก่อนสมัยก่อสร้างวัดอังกอร์สิมขนาดเล็ดซึ่งเป็นศิลปะในศตวรรษที่ 11 ได้ถูกสร้างขึ้นอยู่ตีนผา ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการสักการบูชา โดยมีลึงค์ประดิษฐานอยู่ และมีการก่อสร้างทางน้ำอย่างเป็นระบบ จากบ่อน้ำด้านล่างไหลลงไปรดลึงค์ตลอดปี ส่วนด้านหลังของสิมที่อยู่ใต้ตีนผานั้น ปรากฏรูปขวดตั้งอยู่บนหิน สำหรับทำพิธีสักการบูชาของพวกพราหมณ์ (พระศิวะ และพระวิษณุ) และของพวกที่นับถือ ส่วนพระพุทธรูปนั้น ได้ถูกนำเข้ามาประดิษฐานในระยะหลังเมื่อไม่นานมานี้

สรุปด้านประวัติศาสตร์
จากการศึกษางานด้านประวัติศาสตร์ ปราสาทวัดพู พบว่าสร้างขึ้นในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 ในสมัยที่เศรษฐปุระ (เมืองหลวงของเจนละ) มีบทบาทครอบคลุมในเขตตอนใต้ของดินแดนอินโดจีน ผู้สร้างอาจเป็นกษัตริย์ของเจนละองค์ใดองค์หนึ่ง โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างศาสนาสถานแห่งนี้เพื่อถวายแด่เทพภัทเรศวร (เทพเจ้าของชาวจัมปา) และเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการได้รับชัยชนะต่อจัมปา ที่เคยครอบครองดินแดนจำปามาก่อนทั้งยังเป็นศาสนสถานที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมบนที่ราบลุ่มริมน้ําโขงในเขตจําปาสัก และถือเป็นรากฐานสําคัญที่แสดงให้เห็นการก่อร่างสร้างตัวมีพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรม และรูปแบบศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสังคมบุพกาลที่ดําเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายสู่สังคมแห่งอารยธรรมที่มีโครงสร้าง สลับซับซ้อนในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5-18



2.4       งานประเภทศิลปกรรม
วรรณพรรธน์ เฟรนซ์ (2562)  บทความเรื่อง ภาพสลักชิ้นเด่นจากปราสาทวัดพู: การศึกษาเรื่องประติมานวิทยาของภาพสลักประดับศาสนสถานที่ปราสาทวัดพู, สปป.ลาว (The iconographic study of architectural structure at Prasat Wat Phu temple, Laos PDR.)
                การศึกษาเรื่องประติมานวิทยาของภาพสลักประดับศาสนสถานที่ปราสาทวัดพู มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับ ตำนานเทวนิยาย และ ประติมานวิทยาของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ซึ่งปรากฏบนเครื่องประดับศาสนสถานที่ปราสาทวัดพู กำหนดอายุทางศิลปกรรมอยู่ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 โดยใช้การเก็บข้อมูลภาคสนาม  การศึกษาเปรียบเทียบทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ และ ประติมานวิทยา  แสดงให้เห็นถึง การเจริญขึ้นอย่างต่อเนื่องของการนับถือศาสนาพราหมณ์ในบริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเป็นดินแดนที่ประกอบด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และ วัฒนธรรม อันเนื่องมาจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แขวงจำปาสัก ในประเทศลาว และ ตอนเหนือของประเทศกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ ปราสาทวัดพู จึงถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญมากแห่งหนึ่ง นอกจากคุณค่าความงามทางด้านสถาปัตยกรรม และ ศิลปกรรมแล้ว ภาพสลักเรื่องราวทางศาสนาพราหมณ์ และ ประติมากรรม ยังสามารถสะท้อนให้เห็นถึง คติความเชื่อทางศาสนาที่ได้รับการนับถือแพร่หลาย และ เป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชนโบราณในภูมิภาคแห่งนี้อีกด้วย

สรุปด้านศิลปกรรม
จากการศึกษาจากงานศิลปกรรมของปราสาทวัดพูทำให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงกับด้านความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ตามวัตถุประสงค์ในการสร้างคือเพื่อเป็นเทวสถาน ฉะนั้นจากหลักฐานที่พบแสดงให้เห็นเป็นภาพสลักเรื่องราวทางศาสนาพราหมณ์ สะท้อนให้เห็นถึงการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องของการนับถือศาสนาพราหมณ์ในบริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง




2.5       งานประเภทสื่อวีดีทัศน์
จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดพูในประเภทสื่อ สามารถนำงานศึกษามาสรุปและเรียงตามปีที่พิมพ์ ตั้งแต่พ.ศ. 2553-2559 โดยเป็นสื่อวีดีทัศน์ ดังนี้

ลำดับ
ชื่อรายการ
ชื่อเรื่อง
ปีที่เผยแพร่
ประเภท
       
                  1
UNESCO
Vat Phou and Associated Ancient Settlements within the Champasak Cultural Landscape
2553
สื่อวีดีทัศน์
                  2
voice online
คอนพะเพ็ง: ไนแองการาแห่งเอเชีย
2557
สื่อวีดีทัศน์
                  3
PPTV HD 36
มหัศจรรย์อาเซียน ปราสาทหินวัดพู มหัศจรรย์อารยธรรมขอม
2558
สื่อวีดีทัศน์
                  4
Thai PBS
ใกล้ตาอาเซียน : มรดกโลกวัดพู
2558
สื่อวีดีทัศน์
                  5
ข่าว NBT อีสานใต้ ชื่อรายการ
สกู๊ป ปราสาทวัดพู 15 ปี มรดกโลก 15 ศตวรรษมรดกอาเซียน 1
2559
สื่อวีดีทัศน์
                  6
สวัสดีอาเซียน Sawasdeeasean
ปราสาทวัดพู มรดกโลกแห่งสปป.ลาว
2559
สื่อวีดีทัศน์


รายการ UNESCO (2553) เรื่อง Vat Phou and Associated Ancient Settlements within the Champasak Cultural Landscape
ปราสาทวัดภูเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของจำปาสักที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างน่าทึ่ง โดยมีอายุมากกว่า 1,000 ปี ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงความเชื่อของชาวฮินดูเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและมนุษยชาติโดยใช้แกนจากยอดเขาไปจนถึงฝั่งแม่น้ำเพื่อวางรูปแบบของวัดและการประปาที่ทอดยาวกว่า 10 กม. เมืองที่วางแผนไว้สองแห่งบนฝั่งแม่น้ำโขงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของที่ตั้งเช่นเดียวกับภูเขาภูเก้า ทั้งหมดแสดงถึงการพัฒนาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 ถึง 15 ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรเขมร
  
รายกาย PPTV HD36(2557) เรื่อง มหัศจรรย์อาเซียน ปราสาทหินวัดพู มหัศจรรย์อารยธรรมขอม
ปราสาทวัดพู เป็นจุดเริ่มต้นทางวัฒนธรรมขอม โดยมีความเชื่อว่าบริเวณที่ตั้งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสร้างขึ้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยเจนละ จนกระทั่งพระนคร ทั้งนี้ปราสาทวัดพูยังถูกนำขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยประเทศลาวอีกด้วย ซึ่งในส่วนของปรางค์ประธานปราสาทนั้นสร้างจากอิฐ จึงมีการสันนิษฐานว่าสร้างก่อนสมัยพระนคร ส่วนในโครงสร้างอื่นๆจะเป็นหิน และศิลาแลง ปัจจุบันนี้มีการเข้ามากราบไหว้ของทั้งชาวลาวเองและนักท่องเที่ยวจากต่างชาติด้วย ซึ่งมีการกราบไหว้ขอพร ตามความเชื่อส่วนบุคคลที่ปฏิบัติกัน

รายการ สวัสดีอาเซียน Sawasdeeasean (2558) เรื่อง ปราสาทวัดพู มรดกโลกแห่งสปป.ลาว
ปราสาทวัดพู ตั้งอยู่ในแขวงจำปาศักดิ์ ทางตอนใต้ของประเทศลาว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี พ.ศ. 2544 ความสำคัญของปราสาทวัดพูที่ทำให้ได้ขึ้นเป็นมรดกโลกนั้นประกอบด้วยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้ง มีภูเขาลูกใหญ่ โดยคนจะบูชา เพราะเชื่อว่าเป็นที่ประทับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือในที่นี้เชื่อว่าพระศิวะ ประทับอยู่ จึงมีการส้รางขึ้นเพื่อถวายพระศิวะด้วย มีแม่น้ำโขงอยู่ทางด้านหน้า การขึ้นทะเบียนมรดกโลกนี้ ไม่ได้นำขึ้นเฉพาะปราสาทวัดพู แต่บริเวณโดยรอบทั้งหมดก็นำขึ้นด้วย เป็นองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์กันระหว่างความเชื่อวัฒนธรรมโบราณและธรรมชาติ ในส่วนของสถาปัตยกรรม มีการสร้างแบบเขมรโบราณ สำหรับปราสาทประธาน ภายในเคยมีศิวลึงค์ แต่ปัจจุบันจากการเข้ามาของล้านช้างทำให้ความเชื่อแบบไศวะนิกายหายไป แล้วแทนที่ด้วยความเชื่อแบบพุทธ นิกายเถรวาท จึงมีการประดิษฐานพระพุทธรูปเพื่อให้ผู้คนสามารถเดินทางเข้าไปกราบไหว้ขอพรได้

รายการ voice online (2558) เรื่อง คอนพะเพ็ง: ไนแองการาแห่งเอเชีย
ปราสาทวัดพู ถือเป็นเพชรน้ำเอกของลาวใต้ เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเก่าแก่ อย่างเจนละ ซึ่งสร้างเป็นเทวสถาน ตามความเชื่อไศวะนิกาย ของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการสร้างแบบไศวะนิกาย คือมีบาราย มีภาพสลักของตรีมูรติ นางอัปสร และทับหลังก็แสดงภาพสลักของพระอินทร์มีบ่อน้ำไหลรดศิวลึงค์ ซึ่งถือเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนมาเป็นการสักการะตามความเชื่อนิกายเถรวาท ของศาสนาพุทธ ซึ่งภายในปรางค์ประธานมีการประดิษฐานพระพุทธรูปเอาไว้ บริเวณปราวาทวัดพูนี้มีลักษณะภูมิประเทศที่พิเศษ ทั้งมีภูเขาคล้ายศิวลึงค์หนุนหลังและเป็นป้อมปราการธรรมชาติ มีแม่น้ำโขงอยู่ด้านหน้า ซึ่งทำให้ไม่ขาดแคลนน้ำ ตรงกลางที่เป็นพื้นที่ราบจึงเหมาะที่จะเป็นเมืองอย่างมาก

รายการ Thai PBS (2559) เรื่อง ใกล้ตาอาเซียน : มรดกโลกวัดพู
ปราสาทวัดพูสร้างก่อนยุคพระนครนานมาก หลักฐานเก่าแก่ที่พบในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ซึ่งหลายร้อยปีก่อนสมัยพระนครในศตวรรษที่ 9โดยกษัตริย์พระนครมีการเดินทางมาแสวงบุญที่ปราสาทวัดพูอยู่บ่อยครั้ง มีทางหลวงโบราณเชื่อมวัดพูกับนครวัด เชื่อว่านี้เป็นแสดงความรุ่งเรืองของเมืองเศรษฐปุระ ศูนย์กลางบ้านเมืองของวัฒนธรรมเขมร หรือเจนละบก โดยปราสาทวัดพูนี้ตั้งอยู่เชิงภูเกล้า เขตแขวงจำปาศักดิ์ เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์โบราณ โดยมีการสร้างอุทิศถวายเทพเจ้าจาม ต่อมากลายเป็นเทวลัยขอม ให้เป็นที่สถิตของพระศิวะ และปัจจุบันกลายเป็นสักการะสถานของพุทธศาสนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมความเชื่อของผู้ในภูมิภาคนี้

รายการ ข่าว NBT อีสานใต้ (2559) ชื่อรายการ เรื่อง สกู๊ป ปราสาทวัดพู 15 ปี มรดกโลก 15 ศตวรรษมรดกอาเซียน 1
ปราสาทวัดพู ปีที่ 15 ของการเป็นมรดกโลก โบราณสถานที่เก่าแก่กว่า 15 ศตวรรษ มรดกโลกแห่งที่ 2 ของลาว พบกับปราสาทหิน ร่องรอบวัฒนธรรมยิ่งใหญ่ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดย UNESCO เมื่อปีพ.ศ. 2544 โดยปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 8-12 สร้างถวายพระศิวะ บนเชิงเขาตามความเชื่อฮินดู ที่ว่าพระศิวะจะประทับประจำอยู่ที่เขาพระสุเมรุ ในส่วนล่างสุดของบริเวณปราสาทจะมีบาราย 4 สระ แต่ปัจจุบันเหลือ 2 สระ ชั้นแรกของตัวปราสาทเป็นหินหลังใหญ่ 2 หลัง คือโรงเท้ากับโรงนาง หรือหอเปลื้อง ชั้นบนสุดจะพบกับเทวาลัยที่หันหน้าไปทิศตะวันออก มีทางเข้าด้านหน้า 3 ประตู และด้านข้างอีก 2 ข้างซ้ายขวา มีการสลักลวดลายบนทับหลังที่ยังมีความชัดเจนในทุกด้าน แม้จะสร้างขึ้นตามความเชื่อแบบไศวะนิกาย แต่ต่อยุคหลังปราสาทขอมแห่งนี้กลายเป็นวัดตามความเชื่อนิกายเถรวาทของชาวลาว ทำให้มีการสร้างพระพุทธรูปไว้เคารพบูชา ด้านหลังตัวปราสาทพบบ่อน้ำเที่ยง น้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะมีน้ำตลอดทั้งปี ทั้งนี้ยังมีงานบุญประจำปีในช่วงวันมาฆบูชา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมได้ และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย

สรุปด้านสื่อวีดีทัศน์
                การศึกษาผ่านสื่อพบว่ามีการนำเสนอข้อมูลในเชิงเดียวกัน คือนำเสนอประวัติศาสตร์ว่ามีความเป็นมาจากการสร้างเพื่อถวายให้แก่พระศิวะ เป็นเทวสถานตามความเชื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไศวะนิกาย หลักฐานที่พบ เช่น ศิวะลึงค์ ภาพสลักตรีมูรติ เป็นต้น รูปแบบการสร้างตามแบบขอม มีบาราย มีปราสาทหิน 2 หลังก่อนขึ้นไปยังปราสาทประธาน ที่ด้านหลังมีบ่อเที่ยง หรือบ่อน้ำศักดิ์ ส่วนของภูมิศาสตร์มีภูเขาเปรียบเสมือนป้อมปราการ ด้านหน้ามีแม่น้ำโขงไหลผ่าน ทั้งนี้ยังมีการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศลาวอีกด้วย มักมีการกล่าวความสำคัญของการได้เป็นมรดกโลกของปราสาทวัดพู แต่ในส่วนของสื่อวีดีทัศน์เรื่องVat Phou and Associated Ancient Settlements within the Champasak Cultural Landscape ของ UNESCO เป็นการนำเสนอวิถีชีวิตของคนที่อาศัยอยู่บริเวณปราสาทวัดพูเล็กน้อย ซึ่งต่างจากสื่อวีดีทัศน์อื่นที่เน้นไปด้านประวัติศาสตร์ความเชื่อและการท่องเที่ยวเป็นหลัก

3.              สรุปและข้อเสนอแนะ

3.1      สรุปการการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดพู
จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปราสาทวัดพู จากเอกสาร บทความวารสาร วิทยานิพนธ์ และสื่อออนไลน์จำนวน 16 ชิ้น ทำให้พบถึงความคล้ายกันของการนำเสนอข้อมูล ซึ่งโดยรวมแล้วก็ทำให้ทราบถึงความสำคัญของปราสาทวัดพู ว่าเป็นการสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวสถาน เพื่อถวายให้เป็นที่สถิตของพระศิวะ ตามแบบความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ไศวะนิกาย  การสร้างก็จะมีการผสมผสานตามความเชื่อแบบขอม ซึ่งในเวลาต่อมาก็มีการประดิษฐานพระพุทธรูป สะท้อนถึงวัฒนธรรมความเชื่อที่เปลี่ยนผ่านตามยุคสมัย ความเจริญรุ่งเรืองของแต่ละยุคสะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งมักจะพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อแบบต่างๆ โดยบริเวณปราสาทวัดพูไม่เพียงเป็นโบราณสถาน แต่ยังมีธรรมชาติทั้งป่าไม้ ภูเขา และแม่น้ำ ซึ่งเหมาะแก่การไปท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและโบราณคดีอย่างมาก ฉะนั้นในด้านการท่องเที่ยวจึงมักจะเหมาะกับผู้ที่แสวงบุญหรือสนใจในธรรมชาติและประวัติศาสตร์โบราณคดี

3.2 ข้อเสนอแนะ
1. การศึกษาเกี่ยวกับปราสาทวัดพูมีการศึกษาด้านศิลปกรรมไม่มากเท่าด้านอื่นๆ จึงไม่สามารถนำเสนอได้ในหลากหลายมุมมอง
2. ข้อมูลในส่วนของประวัติศาสตร์ได้เพียงข้อมูลโดยตรงจากการค้นหาในชื่อปราสาทวัดพู จึงทำให้ข้อมูลในส่วนนี้ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร



⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂⠂
 เอกสารอ้างอิง
PPTV HD 36. (2558). มหัศจรรย์อาเซียน ปราสาทหินวัดพู มหัศจรรย์อารยธรรมขอม. สืบค้นเมื่อ 15  
                กันยายน 2562. จาก https://www.youtube.com/watch?v=yXFpOKITUmM.
Thai PBS.(2558). ใกล้ตาอาเซียน : มรดกโลกวัดพู. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2562. จาก
              https://www.youtube.com/watch?v=e1-Rz5N2OCE.
UNESCO.(2553). Vat Phou and Associated Ancient Settlements within the Champasak Cultural
  Landscape. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2562. จากhttps://whc.unesco.org/en/list/481/video
voice online. (2557). คอนพะเพ็ง: ไนแองการาแห่งเอเชีย. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2562. จาก
               https://www.voicetv.co.th/watch/133001.
เกรียงไกร เกิดศิริ.(2548). วัดพู : มรดกโลกทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมแห่งเมืองจำปาสัก. สืบค้นเมื่อ 16
            กันยายน 2562. จาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA-Arch/article/view/45339
ข่าว NBT อีสานใต้. (2559). สกู๊ป ปราสาทวัดพู 15 ปี มรดกโลก 15 ศตวรรษมรดกอาเซียน 1. สืบค้นเมื่อ 15
             กันยายน 2562. จาก https://www.youtube.com/watch?v=lRZ7Yr2NSsU.
ทัศน์ไท พลมณี.(2560). ความเชื่อและพิธีกรรมของชุมชนต่อ ปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
BELIEFS AND RITES OF COMMUNITY ON WATPHU,CHAMPASAK, LAO PDR. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2562. จาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/93281
มะโนลิด พิลาวง. เกล็ดเรื่องเมืองลาว : ตอนปราสาทวัดพู. สารมิตรภาพไทย-ลาว. สาริสา อุ่นทานนท์, ผู้
แปล. ปีที่ 13 ฉบับ 2 (2549): 53-55
วรรณพรรธน์ เฟรนซ์. (2562). ภาพสลักชิ้นเด่นจากปราสาทวัดพู: การศึกษาเรื่องประติมานวิทยาของภาพ
              สลักประดับศาสนสถานที่ปราสาทวัดพู, สปป.ลาว (The iconographic study of architectural
              structure at Prasat Wat Phu temple, Laos PDR.). สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2562. จาก
วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์. ท่องเที่ยวเกี่ยวบุญปราสาทหินวัดภู. สารคดี. ปีที่ 16 ฉบับ 192. (2544): 94-111
เมธินี จิระวัฒนา.                ปราสาทวัดภู. ศิลปากร. ปีที่ 38 ฉบับ 5. (2538): 86-114.
สตีเฟ่น  ชิพานิ.(2554). Perceptions of the Impacts of Tourism among Rural Communities in Luang 
Namtha, Luang Prabang, Khammouane and Champasak, Lao PDR (การรับรู้ถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อชุมชนชนบทใน แขวงหลวงน้าทา แขวงหลวงพระบาง แขวงคำม่วน และ แขวงจำปาศักดิ์ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว). สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2562. จาก  
              https://www.tci-thaijo.org/index.php/mekongjournal/article/view/6743
สมชาติ มณีโชติ. ฆ่าควายสังเวยผี พิธีของชาวข่าที่แขวงสาละวันและปราสาทหินวัดภูแขวงจำปาศักดิ์.
ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 15 ฉบับ 6 (2537):114-122.
สวัสดีอาเซียน Sawasdeeasean. (2559). ปราสาทวัดพู มรดกโลกแห่งสปป.ลาว. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน
               2562. จาก https://www.youtube.com/watch?v=oLfcQN7l8Hs.
              https://www.tci-thaijo.org/index.php/sujthai/article/view/174013
อุดม บัวศรี.วัดพู : ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของลาวใต้ แห่งนครจำปาสัก. สารมิตรภาพไทย-ลาว. ปีที่ 6 ฉบับ
  4 (2542): 15-18.
อรวรรณ เพชรนาค. (2555). คติความเชื่อและรูปแบบของภาพสลัก ปราสาทวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว.
             สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน  2562. จากhttps://tdc.thailis.or.th/tdc/browse.php?option=show&
browse_type=title&titleid=343222&query=%BB%C3%D2%CA%D2%B7%C7%D1%B4%BE%D9&s_mode=any&d_field=&d_start=0000-00-00&d_end=2562-09-30&limit_lang=&limited_
lang_code=&order=&order_by=&order_type=&result_id=1&maxid=1



วัดศรีเมือง

 สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปสักพัก โดยครั้งก่อนเราได้พาไปเที่ยวพม่าแล้ว วันนี้เรากลับมาเที่ยวกันที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล...